
| ข้อมูลทั่วไป |
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้โดยมีอาณาเขตติดกับทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นชิลีและเอกวาดอร์
ขนาดพื้นที่ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก
ภูมิประเทศ ทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบและพื้นดินต่ำเป็นคลื่น บางแห่งของประเทศเป็นทุ่งกว้าง เนินเขา ภูเขา และมีแนวชายฝั่งแคบ
ภูมิอากาศ อากาศอากาศร้อนชื้น ส่วนทางตอนใต้อากาศเย็นสบาย
ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ และไม้
ประชากร (2552) 193 ล้านคน
เมืองหลวง กรุงบราซิเลีย (Brasilia)
ภาษา โปรตุเกส (ภาษาราชการ) สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)
เชื้อชาติ ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์) (ร้อยละ 55) ผิวผสมระหว่างผิวขาวและผิวดำ (ร้อยละ 38) ผิวดำ ร้อยละ 6และอื่นๆ {ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมือง (Amerindian)} (ร้อยละ 1
หน่วยเงินตรา เฮอัล (REAL) อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1.70 เฮอัล (2553)
วันได้รับเอกราช 7 กันยายน 2365 (ค.ศ. 1822) จากโปรตุเกส
วันชาติ Independence Day วันที่ 7 กันยายน
วันสถาปนารัฐธรรมนูญ 5 ตุลาคม 2531 (ค.ศ. 1988)
สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ FAO, ECLAC,G11, G15, G20, G77, GATT, IBRD, ICAO, ILO,IMF,ITU,LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER), OAS, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, RIO Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น
เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม – มีนาคม และ 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม – ตุลาคม
รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)
ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาง Dilma Rousseff ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 31 ต.ค. 2553 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ม.ค. 2554
รองประธานาธิบดี นาย Michel Temer
หัวหน้ารัฐบาล นาง Dilma Rousseff
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Antonio Patriota
การแบ่งเขตการปกครอง 26 รัฐ (state) และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) มีผู้ว่าการรัฐรวม 27 คน และผู้บริหารเทศบาล (municipalities) จำนวน 5,564 แห่ง
ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย; 1) วุฒิสภา (Federal Senate) มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐและเขตนครหลวงจำนวนละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยที่ 1 ใน 3 ได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 27 ต.ค. 2545 ประธานวุฒิสภา ปัจจุบันคือนาย José Sarney จากพรรค PMDB 2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มี สมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐจะมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่งและไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี วาระการประชุม สภาแห่งชาติมีการประชุมที่กรุงบราซิเลีย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 15 ธันวาคม ของทุกปี ทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรต่างสังกัดพรรคการเมืองและการย้ายพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองสภามีอำนาจเสนอร่างกฏหมายและมีหน้าที่พิจารณาร่างกฏหมายที่ประธานาธิบดีเสนอ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาก่อนและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาจากนั้นจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดีพิจารณาก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ระบบกฏหมาย ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)
ฝ่ายตุลาการ มีศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal) โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ นอกจากนี้ ยังมี Superior Court of Justice และ Supreme Electoral Court และ National Justice Council
| การเมืองการปกครอง |
ระบบพรรคการเมือง
บราซิลได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 2365 แต่ยังคงปกครองด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่อีกระยะหนึ่ง จนในปี 2434 จึงสถาปนาระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)
บราซิลอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายทหารในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2507 ถึงปี 2528 จนกระทั่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยขึ้นในปี 2528 ปัจจุบันบราซิลมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นำโดยพรรคแรงงานของประธานาธิบดี Dilma Rousseff
บราซิลมีพรรคการเมืองกว่า 20 พรรค มีพรรคการเมืองใหญ่สำคัญในบราซิลประกอบด้วย ได้แก่ พรรคแรงงาน (Workers’ Party – PT) และพรรคเคลื่อนไหวประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Democratic Movement Party – PMDB) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้งพรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Social Democratic Party – PSDB) และพรรคประชาธิปัตย์ (Democrats – DEM) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน
(1) พรรคแรงงาน (PT) ก่อตั้งเมื่อปี 2523 โดยมีรากฐานจากกลุ่มสหภาพแรงงานเพื่อเป็นฝ่ายค้านต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร มีแนวนโยบายสังคมนิยมซ้าย อดีตประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva (ดำรงตำแหน่ง ปี 2545 – 2553) เคยพ่ายแพ้การเลือกตั้งสองสมัย ต่อมาได้ปรับแนวทางแบบซ้ายจัดและได้รับชัยชนะการเลือกตั้งในปี 2545 และอีกสมัยในปี 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะบุคลิกภาพมีความเป็นผู้นำสูง ประกอบกับประวัติส่วนตัวที่เคยเป็นทำงานใช้แรงงานและเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน ทำให้ได้รับความชื่นชมและได้รับความสนใจอย่างมาก
เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 นาง Dilma Rousseff ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของบราซิล ซึ่งอดีตประธานาธิบดี Lula ให้ความไว้วางใจให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 ได้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดี Lula ที่หมดวาระหลังจากปฏิบัติหน้าที่ครบ 2 วาระ นาง Rousseff มีชื่อเสียงที่เป็นคนทำงานตั้งใจอย่างจริงจัง เคยเป็นนักต่อสู้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารในยุคทหารปกครองประเทศ เข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานบราซิลเมื่อปี 2544 และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองในช่วงรัฐบาล Lula ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีตามลำดับ
ปัจจุบันพรรค PT มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 88 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 14 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)
(2) พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (PMDB) ก่อตั้งในยุคทศวรรษที่ 1970 มีอุดมการณ์สังคมนิยมซ้ายต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เคยใช้สัญลักษณ์ธงแดงพื้นดำเป็นธงประจำพรรค แต่ปัจจุบัน ปรับนโยบายเป็นพรรคสายกลาง (centrists) มีฐานเสียงทั่วประเทศ ปัจจุบันมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 79 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 20 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง) มีบทบาทสำคัญในการยกร่างกฎหมายต่างๆ มากมาย พรรค PMDB ให้การสนับสนุนประธานาธิบดี Rousseff และเป็นพรรครัฐบาล
(3) พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (PSDB) ก่อตั้งเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 โดยแยกมาจากพรรค PMDB นำโดยอดีตวุฒิสมาชิก Fernando Henrique Cardoso ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวซ้ายผู้คิดค้น “Real Plan” ในการสร้างความเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายด้านสุขภาพพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษา ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดีสองสมัย (ปี 2537 และ 2541) ก่อนพ่ายแพ้ให้แก่พรรค PT เรื่อยมา โดยล่าสุด นาย Jose Serra ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ช่วงปี 2541 – 2545 แล้วลาออกเพื่อสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2545 แต่พ่ายแพ้ต่อประธานาธิบดี Lula หลังจากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐ Sao Paulo และลาออกมาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2553 ก็ยังไม่สามารถเอาชนะนาง Rousseff ผู้สมัครจากพรรค PT ได้
ทั้งนี้ วิเคราะห์กันว่า ความพ่ายแพ้ดังกล่าวเกิดจากการที่พรรคไม่สามารถสร้างกระแสนิยมในนโยบายสำคัญต่างๆ ซึ่งพรรค PT นำไปปรับใช้ตามแนวทางของตนได้ ทั้งนี้ นโยบายของพรรค PSDB อยู่ในแนวทางประชาธิปไตยสังคมนิยม เน้นเศรษฐกิจการตลาดที่รัฐมีบทบาทนำ อย่างไรก็ดี แม้พรรค PSDB พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2553 แต่กลับได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐหลายรัฐสำคัญ ซึ่งรวมถึงรัฐ Sao Paulo และ Minas Gerais
ปัจจุบันพรรค PSDB เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 53 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 11 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)
(4) พรรคประชาธิปัตย์ (DEM) เป็นพรรคตรงกันข้ามกับพรรค PT และพรรคฝ่ายรัฐบาลอื่นๆ โดยมีแนวนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม มุ่งลดภาษี เดิมชื่อพรรค Frente Liberal แต่เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งติดต่อหลายสมัยจึงเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้ภาพลักษณ์ ปัจจุบัน พรรค DEM ได้แสวงหาแนวร่วมและสมาชิกจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประกอบด้วยคนสูงอายุหัวเก่าและมีความผูกพันกับกลุ่มนิยมทหารเดิม มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 43 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 6 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)
การเมืองการปกครอง
เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 ประธานาธิบดี Rousseff ได้ประกาศนโยบายหลักในการบริหารรัฐบาล (1 มกราคม 2554 – 31 ธันวาคม 2557) ว่าจะพยายามเต็มที่ที่จะสานต่อความสำเร็จของประธานาธิบดี Lula โดยจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลเดิม ซึ่งใช้ orthodox economic policy กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Acceleration) ผสมผสานการใช้นโยบายทางสังคม การกระจายรายได้ นโยบายต่อต้านความอดอยากหิวโหย การสนับสนุนครอบครัวรายได้น้อยภายใต้นโยบายการให้เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัว (Bolsa Familia) โดยรัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการขจัดความยากจนและการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับประชาชน เร่งดำเนินนโยบายด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมบราซิล รวมถึงปฏิรูประบบการเมืองเพื่อส่งเสริมระบบประชาธิปไตยและความโปร่งใส ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น และพัฒนาระบบข่าวกรอง การควบคุมชายแดนเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประธานาธิบดี Lula เป็นต้นมา (ปี 2545-2553) รัฐบาลบราซิลได้ดำเนินนโยบายที่รัฐมีบทบาทนำในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (state-led economy) การลงทุนด้านสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมหลัก โทรคมนาคม และการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการน้ำมัน ซึ่งผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ เมื่อปี 2550 รัฐบาลได้จัดตั้ง Petrosal เพื่อบริหารจัดการกิจการน้ำมันของบราซิล นอกเหนือจากบริษัท Petrobas
| เศรษฐกิจการค้า |
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (2553) ร้อยละ 8
อัตราเงินเฟ้อ (2553) ร้อยละ 5.9
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) (2552) 2.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
โครงสร้าง GDP (2552) ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 6.5 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 25.8 ภาคบริการ ร้อยละ 67.7
เกษตรกรรม กาแฟ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าว น้ำตาล โกโก้ ข้าวโพด อ้อย ผลไม้จำพวกส้ม เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู
อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า แร่โลหะ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ รองเท้าและเครื่องหนัง เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ ไม้และผลิตภัณฑ์ เครื่องบิน ยานพาหนะและส่วนประกอบ กระดาษและเยื่อกระดาษ
อัตราการว่างงาน (2552) ร้อยละ 7.4
แรงงาน (2552) 95.21 ล้านคน
แรงงานตามสาขาอาชีพ บริการ (ร้อยละ 66)
เกษตรกรรม (ร้อยละ 20)
อุตสาหกรรม (ร้อยละ 14)
การส่งออก (2553) มูลค่า 195.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้า อุปกรณ์และเครื่องจักรในการขนส่ง ถั่วเหลือง กาแฟ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า น้ำตาล บุหรี่และใบยาสูบ แร่โลหะ ไม้และผลิตภัณฑ์ กระดาษและเยื่อกระดาษ เนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รองเท้าและเครื่องหนัง สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์โลหะ น้ำส้ม
ประเทศคู่ค้า (2552) จีน (ร้อยละ 14.76) สหรัฐฯ (ร้อยละ 10.07) อาร์เจนติน่า (ร้อยละ 8.76) เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 5.55) เยอรมนี (ร้อยละ 3.99) และไทย (อันดับที่ 36, ร้อยละ 0.06)
การนำเข้า (2553) 178.40 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้า อุปกรณ์และเครื่องจักรและเครื่องยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์สำหรับการติดต่อสื่อสาร น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์และอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์ยา ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช เครื่องบิน ผ้าผืนและเส้นด้าย น้ำมันและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต
ประเทศคู่ค้า (2552) สหรัฐฯ (ร้อยละ 14.85) จีน (ร้อยละ 13.17) อาร์เจนติน่า (ร้อยละ 8.11) เยอรมนี (ร้อยละ 6.85) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 4.74) และ ไทย (อันดับที่ 20, ร้อยละ 1.03)
นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ
- ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยยึดหลักสำคัญคือ พลังงานสะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
- รักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมนโยบายการค้าเสรี ต่อต้านระบบ Protectionism
- สนับสนุนการปฏิรูประบบการเงินโลก เพื่อป้องกันปัญหาเงินทุนไหลเวียนและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม/ การไหลข้าวของเงินทุนต่างประเทศ เพื่อเก็งกำไร
- ปฏิรูประบบภาษีให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และเป็นธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2554 จะอยู่ที่ร้อยละ 5
- ส่งเสริมโครงการลงทุนและระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2557 และกีฬาโอลิมปิกในปี 2559 และเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนในท้องถิ่นในระยะยาว
- พัฒนาโครงการขุดเจาะน้ำมันซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อความก้าวหน้าทางสังคมโดยคำนึงถึงดุลยภาพด้านสิ่งแวดล้อม
- ลดรายจ่ายภาครัฐ โดยการลดงบประมาณของทุกกระทรวงลงตามสัดส่วน ยกเว้นนโยบายด้านสังคม เช่น Bolsa Familia
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
ในช่วง 3 ทศวรรษก่อนทศวรรษที่ 1980 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลสูงถึงร้อยละ 7.3 แต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้เกิดวิกฤตการณ์เสถียรภาพทางการเงิน โดยมีปัญหาเงินเฟ้อและขาดดุลการชำระเงิน รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการต่างๆ ในชื่อ “Real Plan” เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยสร้างวินัยการเงิน ปล่อยค่าเงินลอยตัว และลดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงทบทวนนโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าซึ่งดำเนินมาตรการมากว่า 35 ปีและทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะปิดและปกป้องตัวเอง
โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 บราซิลหันมาใช้นโยบายเปิดเศรษฐกิจ และได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 และในเวลาต่อมา รัฐบาลของประธานาธิบดี Lula ได้แสดงเจตจำนงในการใช้หนี้ต่างประเทศทำให้ลดลงจากร้อยละ 58.7 ของ GDP ในปี 2546 เหลือร้อยละ 51.6 ในปี 2548 และในปี 2552 หนี้ต่างประเทศของบราซิลลดเหลือร้อยละ 11.6 ของ GDP นอกจากนี้ การตัดสินใจให้กู้เงินจำนวน 14 พันล้านเหรียญสหรัฐแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศในปลายปี 2552 แสดงถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของบราซิลเป็นอย่างมาก และ ในปี 2554 บราซิลคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวของ GDP ประมาณร้อยละ 8
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่รัฐบาล Rousseff ถูกจับตามองในขณะนี้ได้แก่ แนวทางการดำเนินการของรัฐบาลใหม่ในเรื่องการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเฮอัล ซึ่งเรื้อรังมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา บราซิลได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการดูแลค่าเงินมากขึ้น เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของบราซิลเมื่อเทียบกับในช่วงแรกของปี 2552 ค่าเงินเฮอัล (real) แข็งค่าขึ้น ถึงร้อยละ 37 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้นโยบายการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าในระบบ (Quantitative Easing) ซึ่งทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในตลาดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อภาคการส่งออกของบราซิล และยังส่งผลให้เงินตราต่างประเทศยังคงไหลเข้าบราซิลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามธนาคารกลางบราซิลรายงานว่าจะพยายามคงอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 1.7 เฮอัล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุม G20 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่สาธารณรัฐเกาหลี ประธานาธิบดีบราซิลได้วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างรุนแรง ว่าเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามเงินตรา (Currency War) ทั่วโลก และจะทำให้เศรษฐกิจของโลกล้มละลายหากทุกประเทศลดค่าเงินของตนเพื่อความได้เปรียบในการส่งออก
นโยบายต่างประเทศ
นโยบายการต่างประเทศภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Rousseff ตามที่ได้กล่าวในการแถลงนโยบายครั้งแรก ได้แก่
- ยึดมั่นในสันติภาพ การไม่แทรกแซงกัน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และระบบพหุภาคีนิยม
- ต่อสู้ความยากจน ความอดอยากในโลก
- กระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในอเมริกาใต้ ลาตินอเมริกา แคริบเบียน แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย รักษาและกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และให้ความสำคัญกับประเทศเกิดใหม่ รวมทั้ง ส่งเสริมบทบาทของ MERCOSUR และ UNASUR
- เข้าร่วมการสร้างเสริมเสถียรภาพของสภาบันการเงินระหว่างประเทศ สนับสนุนการปฏิรูปองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติและสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบราซิลได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยบราซิลร่วมกับเยอรมนี อินเดีย และญี่ปุ่น ในนามกลุ่ม 4 (G-4) เสนอให้เพิ่มจำนวนสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อให้คณะมนตรีฯ มีสมาชิกจากแต่ละภูมิภาคของโลกในสัดส่วนที่เป็นธรรม และมีสมาชิกทั้งจากประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา โดยเสนอให้เพิ่มสมาชิกถาวรอีก 6 ประเทศ (จากเดิม 5 ประเทศ) จากภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาภูมิภาคละ 2 ประเทศ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และยุโรปตะวันตกและอื่นๆ ภูมิภาคละ 1 ประเทศ และให้เพิ่มสมาชิกไม่ถาวรอีก 4 ประเทศ (จากเดิม 10 ประเทศ) จากภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และยุโรปตะวันออก ภูมิภาคละ 1 ประเทศ รวมเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้งหมด 25 ประเทศ โดยกำหนดให้สมาชิกถาวรมีสิทธิยับยั้ง (veto right) แต่จะไม่ใช้สิทธิยับยั้งจนกว่าจะมีการทบทวน 15 ปีหลังจากการแก้ไขกฎบัตรมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ บราซิล เยอรมนี อินเดีย และ ญี่ปุ่นประสงค์ที่จะดำรงตำแหน่งสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
- ไม่นิ่งเฉยต่อการมีอาวุธนิวเคลียร์ การแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ
- ส่งออกวัฒนธรรมบราซิลผ่านดนตรี ภาพยนตร์ และวรรณกรรม
เท่าที่ผ่านมา ในภูมิภาคอเมริกา บราซิลรักษาสมดุลของความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และบางประเทศในลาตินอเมริกาที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เช่น เวเนซุเอลา และคิวบา บราซิลดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ บนหลักผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับภูมิภาคอื่นๆ บราซิลดำเนินความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีบทบาทสูงในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น โดยจะเห็นได้จากการขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกประเภทนอกภูมิภาค (Non-regional membership) ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) เมื่อปลายปี 2552 ซึ่งนับเป็นการพยายามขยายและยกระดับบทบาทบราซิลทั้งในภูมิภาคเอเชียและในเวทีโลก รวมถึงการเพิ่มบทบาทของบราซิลใน ASEAN ให้มากขึ้น โดยบราซิลได้เสนอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตบราซิลประจำอินโดนีเซียให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำอาเซียนอีกตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดียและแอฟริกาใต้ ภายใต้กรอบเวทีเจรจาสามฝ่ายระหว่างอินเดีย บราซิล และแอฟิกาใต้ (India, Brazil and South Africa Dialogue Forum – IBSA) อีกด้วย
ในส่วนของเวทีระหว่างประเทศนั้น บราซิลมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประเด็นที่บราซิลให้ความสนใจเป็นพิเศษและพยายามมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การต่อสู้เพื่อขจัดความยากจน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสาธารณสุขโดยเฉพาะการต่อสู้กับโรคเอดส์และพลังงานทดแทน
| ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล |
การทูต
ไทยและบราซิลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2502 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 51 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดำเนินด้วยดีเสมอมา และในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประธานาธิบดีบราซิลได้มีสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย ซึ่งนายจักริน ฉายะพงศ์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน นอกจากนี้ มีสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาโลและสถานกงสุล 2 แห่ง โดยมีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครรีโอเดจาเนโร คนปัจจุบันคือ นายแดเนียล อังเดร ซาวเออร์ (Daniel Andre Sauer) และกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาโล คนปัจจุบันคือ นางทรรศนีย์ วันเดอลีย์ วานิค เดอ ซูซา และเปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย เมื่อเดือนเมษายน 2551 ปัจจุบันมีพันเอกนที วงศ์อิศเรศ เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร
บราซิลมีสถานเอกอัครราชทูตในไทย โดยนายเปาลู เซซา เมรา เด วาชคอนเซลลูช (Paulo Cesar Meira de Vasconcellos) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต และได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553
ไทยและบราซิลมีการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญหลายครั้งทั้งระดับพระราชวงศ์และผู้นำระดับสูง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนบราซิลในปี 2536 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนบราซิล ในปี 2535 ปี 2543 และปี 2553
ในระดับรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 และเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2547 และนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนบราซิลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนผู้สมัครของไทยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ
การเมือง
ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ไทยและบราซิลต่างเพิ่มบทบาททั้งในภูมิภาคของแต่ละฝ่ายและในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในองค์การสหประชาชาติซึ่งบราซิลผลักดันการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยประสงค์ดำรงตำแหน่งสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล
1) กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล คณะกรรมการบริหารกลุ่มสมาชิกมิตรภาพรัฐสภาไทยระหว่างประเทศได้เลือกตั้งช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2551 คณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพฯ ไทย-บราซิล โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง (สมาชิกวุฒิสภา) เป็นประธานคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล ซึ่งภายใต้ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทยระหว่างประเทศ 2548 (2005) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (ก) ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาบราซิล (ข) แลกเปลี่ยนข่าวสารในวงสภา (ค) แลกเปลี่ยนการเยือนในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐสภาไทย – บราซิล ที่ผ่านมามีดังนี้
- นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่งและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 14 – 20 มกราคม 2546
- นายอุดร ตันติสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่าง 30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2546
- นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาและคณะเยือนบราซิล ระหว่างวันที่ 9-18 เมษายน 2547
- นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา เข้าร่วมการประชุมสมาชิกรัฐสภาในโอกาสการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 11 ระหว่าง 8 – 18 มิถุนายน 2547
- นายอาคม ตุลาดิลก ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล เยือนบราซิลและเยี่ยมคารวะนาย Joao Paulo Cunha ประธานสภา ระหว่างวันที่ 16-20 ธันวาคม 2547
- นายวีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภาของไทยและคณะเดินทางมาดูงานด้านสาธารณสุขของบราซิล ระหว่างวันที่ 16 – 27 มกราคม 2548
- นายกุเทพ ใสกระจ่าง (ส.ส.) และนายปรีดี หิรัญพฤกษ์ (ส.ว.) เข้าร่วมการประชุมสมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (International Parliamentarians’ Association for Information Technology – IPAIT) ครั้งที่ 3 ที่กรุงบราซิลเลีย ระหว่างวันที่ 4-8 มิถุนายน 2548
- รองศาสตราจารย์ ดร. ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และประธานคณะ กรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – บราซิล ระหว่าง 22 – 25 มิถุนายน 2553
ความมั่นคง
ไทยและบราซิลอยู่ในภูมิภาคที่ห่างไกลกันมาก ยังไม่มีการดำเนินความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายเคยพิจารณาในหลักการเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตทหารระหว่างกัน ฝ่ายบราซิลเคยเสนอให้ฝ่ายไทยส่งนายทหารเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกของบราซิล และฝ่ายบราซิลเคยเสนอให้ไทยพิจารณาอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินโดยสารขนาดกลางและขนาดเล็กที่บราซิลผลิต นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องอาญา
การค้า
บราซิลเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในลาตินอเมริกา ในปี 2552 มีมูลค่าการค้ารวม 2,325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 30) โดยการส่งออกของไทยลดลงร้อยละ 18.6 (เหลือ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าลดลงเหลือ 1,325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 37) แต่เป็นปีแรกที่ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียนและลาตินอเมริกาตามลำดับ (แทนที่สิงคโปร์) สินค้าที่ไทยส่งออกเพิ่มขึ้น คือ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและเครื่องมือเครื่องใช้โลหะ เครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ นาฬิกา สบู่และน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์จากไม้และเฟอร์นิเจอร์ สารฟอกหนัง-ย้อมสี ยางและผลิตภัณฑ์ เส้นใยประดิษฐ์ชนิดยาว ของเล่นและเครื่องกีฬา สินค้าที่ไทยนำเข้าลดลง คือ หนังสัตว์ฟอก อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สินค้าที่ไทยนำเข้ามากขึ้น คือ ธัญพืชที่นำมาสกัดน้ำมัน (รวมถั่วเหลือง) กากน้ำมันถั่วเหลือง เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ อัญมณีสังเคราะห์และเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์อินทรีย์
ส่วนมูลค่าการค้ารวมในปี 2553 เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เป็น 3,418 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลเพิ่มขึ้นประมาณ 193.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐไทยส่งออก 1,612 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ร้อยละ 61 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ วิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก เป็นต้น และนำเข้า 1,806 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 36 สินค้าที่นำเข้า ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะต่างๆ เครื่องจักรกล ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงเคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เป็นต้น
การลงทุน
นับตั้งแต่ปี 2513 ถึงปัจจุบัน มีการลงทุนจากบราซิลในไทยเพียงโครงการขนาดเล็กของบริษัท Asian Production and Technique Services Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา ผลิต wiring harness สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และบริษัท Interman Corporation Ltd. ภายใต้ Jacto Group ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ทางการเกษตรในส่วนของเครื่องพ่นสารเคมีแบบสะพายหลัง ซึ่งส่งขายไปยังต่างประเทศ ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บริษัท MWM ผู้ผลิตเครื่องจักรและมอเตอร์พาหนะสนใจจะมาลงทุนในไทย
ในส่วนของไทยนั้น มีบริษัทของไทยเคยสนใจจะใช้บราซิลเป็นฐานการลงทุนเพื่อกระจายสินค้าในภูมิภาค และสนใจการทำเกษตรแบบมีสัญญา (contract farming) ถั่วเหลืองและธัญพืช ในบราซิล นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลกซึ่งกระทบต่อการส่งออกในปี 2552 ได้ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยสนใจที่จะแสวงหาตลาดและคู่ร่วมลงทุนใหม่ๆ ของลาตินอเมริกาและบราซิล อาทิ สาขาพลังงานทดแทน อาหารกระป๋องและแช่แข็ง อัญมณี (บราซิลมีพลอยและสินแร่มีค่า) อะไหล่รถยนต์ (ซึ่งบราซิลมีอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องบิน) ธุรกิจส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ตลอดจนถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง จึงเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเพื่อชดเชยผลกระทบในปีที่ผ่านมา
สินค้าที่ไทยส่งออก 10 รายการแรก
1) ยางพารา 2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ 3) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ 4) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 5) ผลิตภัณฑ์ยาง 6) ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ 7) วิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ
หล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ 9) เม็ดพลาสติก 10) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ
สินค้าที่ไทยนำเข้า 10 รายการแรก
1) พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 2) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 3) ด้ายและเส้นใย
4) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 5) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 6)เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 7) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 9) เคมีภัณฑ์ 10) เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ
ความตกลงระหว่างไทย – บราซิล
ไทยและบราซิลได้ลงนามความตกลงทวิภาคีแล้ว 10 ฉบับ ได้แก่ 1) ความตกลงทางการค้า 2) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ 3) ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ 4) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสมาพันธ์การค้าแห่งชาติบราซิล (The National Confederation of Commerce) 5) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ 6) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา 7) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี
บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบการทำงานและการให้สิ้นเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า ระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธนส.) กับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบราซิล (Banco Nacional de Desenvovimento Economico e Social – BNDES) 9)ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬา และ 10) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช
เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย
H.E. Mr. Chakarin Chayabongse (ฯพณฯ นายจักริน ฉายะวงศ์)
Royal Thai Embassy
SEN – Av. Das Nacoes – Lote 10
Brasilia – DF, CEP:70433-900
Brazil
โทรศัพท์ (5561) 3224-6089, 3224-6849, 3224-6943
โทรสาร (5561) 3321-2994,3223-7502
e-mail: thaiemb@linkexpress.com.br
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซาเปาโล
Assistant Director: Mr. Natthapong Senanarong
Thai Trade Office (Sao Paulo)
Rua Gomes de Carvalho 1356 sala 112 ,
Vila Olimpia 04547-005 Sao Paulo – SP BRAZIL
โทรศัพท์ (5511) 3044-7301, 3044-7347, 3045-4563
โทรสาร (5511) 3045-1913
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร
Mr. Daniel Andrea Sauer (Honorary Consul-General)
Royal Thai Consulate-General
Rua Visconde de Piraja, 250, 9 andar
CEP 22410-000, Rio de Janeiro-RJ, Brazil
โทรศัพท์ (5521) 2525-0000
โทรสาร (5521) 2525-0002
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซา เปาโล
Mrs. Thassanee Wanderly Wanick de Souza (Honorary Consul)
Royal Thai Consulate
Alameda Dinamarca 467 – Alphaville 1
CEP 06474-250 Barueri – Sao Paulo-SP
Brazil
โทรศัพท์ (5511) 4193-8461
โทรสาร (5511) 4195-2820
เอกอัครราชทูตบราซิลประจำไทย
H.E. Paulo Cesar Meira de Vasconcellos
The Embassy of the Federative Republic of Brazil
34 F Lumpini Tower
1168/101 Rama IV Rd.
Thungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120
โทรศัพท์ (662) 679-8567-8
โทรสาร (662) 679-8569
e-mail: EMBRASbkk@mozart.inet.co.th
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.mfa.go.th/web/479.php?id=43
ซึ่งเรียบเรียงโดย กองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้
สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
77/186 ชั้น 41 อาคารสินสาธรทาวเวอร์ ถ.กรุงธนบุรี
แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กทม. 10600
เบอร์โทร : 02-8623331-2
Contact Information
77/186 41st Floor, Sinn Sathorn Tower, Krungthonburi Rd.,
Klongtonsai, Klongsan, Bangkok 10600 THAILAND
Phone : 02-8623331-2
SAL Travel : Air Ticket & Tour Planning Expert
บริการจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำประกันภัยการเดินทาง เช่ารถ และ จัดกรุ๊ปทัวร์ทั่วโลก






























